รู้นอกเล่ม

Influencer: The New Science of Leading Change

“...เพียงแค่ค้นหาและทำความเข้าใจเหตุผลของแต่ละการกระทำ
แล้วกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นๆ คุณก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้...”

แฮร์รี่ เอส ทรูแมน (Harry S Truman) เคยมีความคิดว่าหากตนได้ขึ้นเป็นผู้นำของประเทศสหรัฐอเมริกา จะสามารถสั่งการในเรื่องใดๆ ตามต้องการก็ได้ แต่เมื่อได้ดำรงตำแหนงประธานาธิบดีคนที่ 33 ของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2488-2496)  จึงได้เรียนรู้ว่าการจะทำให้ผู้อื่นปฏิบัติตามคำสั่งของเขานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารองค์กร พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู  ต่างคงเคยประสบปัญหาเดียวกับทรูแมน เพราะการอยู่ในฐานะผู้นำมิได้เป็นการรับรองว่าจะสามารถบันดาลให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่ต้องการเสมอไป Influencer: The Power to Change Anything จึงเป็นหนังสือที่สามารถชี้ทางออกให้กับปัญหาของการขึ้นเป็นผู้นำ และเสนอแนะแนวทางหรือกลยุทธ์ในการสร้างพลังสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งของตนเองและผู้อื่นได้

Kerry Patterson, Joseph Grenny, David Maxfield, Ron McMillan และ Al Switzler ผู้เขียนหนังสือติดอันดับขายดีเล่มนี้ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Vital Smarts ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำของโลกในด้านการฝึกอบรมและพัฒนาองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่กว่า 300 แห่ง และมีผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ จากสถาบันนี้กว่าสองล้านคนทั่วโลก

หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็นสองภาค ในภาคแรก (The Power to Change Anything) ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นความจริงที่ว่าโดยทั่วไป คนเรามักรอการเผชิญหน้าเพื่อรับมือกับปัญหา มากกว่าที่จะพยายามหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหานั้นให้หมดไป เช่น การประชุมเกี่ยวกับ HIV/AIDS มักมุ่งแต่จะกำหนดแนวทางรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค แทนที่จะพยายามหยุดยั้งการแพร่ระบาด ซึ่งผู้เขียนเสนอว่าเราควรหาทางเปลี่ยนแปลงทัศนคติแบบนี้ โดยการกำหนดให้ได้ก่อนว่าพฤติกรรมใดที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาหรือทำให้ปัญหายิ่งลุกลามทวีความรุนแรงขึ้น จากนั้น จึงวางแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวโดยใช้กลยุทธ์ 6 ข้อที่เสนอไว้ในภาคที่สอง (Make Change Inevitable)

วิธีการพิจารณาตัดสินว่าพฤติกรรมใดควรได้รับการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนพฤติกรรม (Positive Deviance) เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เช่น ในแอฟริกามีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อจากปรสิตที่ปนเปื้อนในน้ำอยู่หลายหมู่บ้านที่มีการใช้น้ำจากแหล่งเดียวกัน แต่มีเพียงหมู่บ้านเดียวที่มีอัตราการติดเชื้อต่ำ จึงมีการสำรวจว่าคนในหมู่บ้านนี้มีพฤติกรรมอะไรที่แตกต่างจากคนในหมู่บ้านอื่นๆ และการค้นพบพฤติกรรมนี้ก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้  นอกจากนี้ เรายังสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น และนำมาปรับเปลี่ยนความคิดของตนเองได้ เช่น การนำเสนอเรื่องราวของชายที่ไม่รู้หนังสือในละครวิทยุเรื่องหนึ่งของเม็กซิโก ช่วยผลักดันให้ชาวเม็กซิโก ซิตี้ หันมาให้ความสำคัญกับการอ่านออกเขียนได้มากขึ้น                        

ในภาคที่สอง ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองหรือผู้อื่นได้สำเร็จ อันประกอบด้วย ทัศนคติหรือค่านิยมส่วนบุคคล ทักษะอันเกิดจากการฝึกฝน การสนับสนุนจากคนรอบข้าง ความร่วมมือในกลุ่ม แรงจูงใจ และสภาพแวดล้อม ปัจจัยเหล่านี้นำมาสู่การพัฒนาโมเดลกลยุทธ์ในการสร้างพลังสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งประกอบด้วยการสร้างแรงจูงใจและการสร้างทักษะเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งในระดับบุคคล ระดับสังคม และในเชิงโครงสร้าง รวม 6 กลยุทธ์ ดังนี้

1) แรงจูงใจส่วนบุคคล (Personal Motivation) – การสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อ ทัศนคติ หรือค่านิยมส่วนบุคคล จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในที่สุด เช่น ถ้าต้องการลดน้ำหนัก ผู้ที่จะลดต้องเข้าใจ ตระหนัก และรู้สึกพอใจในผลที่จะเกิดขึ้นเสียก่อน อาทิ การตระหนักว่าหากลดน้ำหนักแล้วจะทำให้มีรูปร่างที่สวยงาม คล่องแคล่วกระฉับกระเฉง สุขภาพแข็งแรง เป็นต้น

2) ทักษะส่วนบุคคล (Personal Ability) - การสร้างแรงจูงใจเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ มีผู้คนจำนวนมากที่มีปัญหาเรื่องความอ้วนและมีแรงจูงใจที่จะลดน้ำหนัก แต่ทำไม่สำเร็จ การพัฒนาทักษะหรือความสามารถจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ฝึกท่าออกกำลังกายที่ต่างไปจากที่เคย หรือคิดทำอาหารที่เหมาะสมกับการลดน้ำหนัก

3) แรงจูงใจทางสังคม (Social Motivation) - เลือกคนที่เป็นต้นแบบหรือแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องที่ปกติคุยกับคนอื่นไม่ได้ เช่น คนที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก ที่อาจช่วยให้คำแนะนำหรือความช่วยเหลือได้

4) ทักษะทางสังคม (Social Ability) - เราไม่อาจทำทุกอย่างสำเร็จได้โดยลำพังคนเดียว บางครั้งความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็มีความสำคัญไม่น้อย การได้เข้าร่วมกลุ่มคนที่กำลังลดน้ำหนักเหมือนกัน จะทำให้เกิดการช่วยเหลือและแนะนำกัน มีการแลกเปลี่ยนปัญหาและช่วยกันแก้ไข พลังของกลุ่มจะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและนำไปสู่ความสำเร็จในการลดน้ำหนักได้

5) แรงจูงใจเชิงโครงสร้าง (Structural Motivation) - โดยปกติ ความพึงพอใจในผลที่ได้รับจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เช่น การที่ลดน้ำหนักแล้วมีรูปร่างดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น แต่ในบางครั้ง อาจจำเป็นต้องมีสิ่งตอบแทนสำหรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่พึงประสงค์บ้าง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทำต่อไป เช่น การให้รางวัล ในทางตรงกันข้าม อาจต้องมีการลงโทษสำหรับความล้มเหลวในการเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งนี้ การให้รางวัลและการลงโทษ จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้มีความเหมาะสมที่สุด

6) ทักษะเชิงโครงสร้าง  (Structural Ability) - การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ซึ่งรวมถึงจารีตและบรรทัดฐานทางสังคมให้เหมาะสมและเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จะช่วยเพิ่มโอกาสในความสำเร็จ การใช้ภาชนะใส่อาหารที่มีขนาดเล็กลง ใส่อาหารในปริมาณที่น้อยลง จะช่วยควบคุมการรับประทานอาหารได้ดียิ่งขึ้น

ผู้ที่ต้องการสร้างพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ต่างๆ เหล่านี้ร่วมกันอย่างเหมาะสม ยิ่งนำกลยุทธ์เหล่านี้มาปรับใช้มากเพียงใด โอกาสในความสำเร็จก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนยังได้ยกตัวอย่างหลากหลายจากเรื่องจริงของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากสังคมทุกระดับทั่วโลก ช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพ เกิดความเข้าใจ และได้คิดทบทวนว่ามีปัญหาใดอยู่บ้างที่ตนเองและสังคมรอบตัวกำลังใช้วิธีการตั้งรับ แทนการร่วมกันพิชิตและแก้ไขปัญหานั้น พร้อมทั้งมีคำแนะนำที่เข้าใจง่ายและปฏิบัติได้จริง ช่วยกระตุ้นความคิด สร้างแรงบันดาลใจและความเชื่อมั่นให้ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้สามารถลุกขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“...มีปัญหาอุปสรรคมากมายที่ไม่ได้ต้องการความอุตสาหะพยายามใดๆ ในการแก้ไข

เพียงแต่ต้องการคนที่ทำอะไรต่างไปจากที่เคยทำกันมาเท่านั้นเอง...”

รู้นอกเล่ม

ธนาคารโลกชี้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศมั่งคั่งอย่างก้าวหน้า (Progressive Prosperity)
Thinking, Fast and Slow – การตัดสินใจที่ถูกต้องเกิดจากการคิดแบบสัญชาตญาณผสานการใช้วิจารณญาณ
Influencer: The New Science of Leading Change
The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต