รู้นอกเล่ม

Small is Beautiful...

ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่มุ่งเน้นให้เกิดการผลิตจำนวนมากเพื่อตอบสนองตลาดและการบริโภคที่เกินพอดี รวมไปถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร ส่งผลให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกนำมาใช้จนเกิดความเสื่อมถอยลงทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังตระหนักและเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ปัญหาดังกล่าวนี้ อี. เอฟ. ชูมาเคอร์ (Ernst Friedrich Schumacher) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้เล็งเห็นและเสนอทางออกไว้เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เขาได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิด Economy of Permanence ของมหาตมา คานธี ประกอบกับการได้มีโอกาสมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของสหประชาชาติที่ประเทศพม่าเป็นเวลานาน จึงได้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างสภาพเศรฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปและสภาพเศรษฐกิจในพม่าซึ่งถือว่ายังล้าหลังอยู่มากในขณะนั้น เขายังได้ซึมซับวิถีชีวิตแบบตะวันออกและหลักคิดตามแนวพระพุทธศาสนา และได้นำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับหลักเศรษฐศาสตร์ จนกลายเป็นแนวคิดเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ (Buddhist Economics) อันเป็นเนื้อหาสำคัญบทหนึ่งในหนังสือ Small Is Beautiful: A Study of Economics As If People Mattered ซึ่งเป็นการรวบรวมบทความทางเศรษฐศาสตร์ของ อี. เอฟ. ชูมาเคอร์ และได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2516

อาจกล่าวได้ว่า เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธเป็น “ทางสายกลาง” ระหว่างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ซึ่งสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทาในทางพระพุทธศาสนา อันประกอบด้วยมรรคมีองค์แปด  โดยมีหลักสำคัญว่าเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอดี กล่าวคือ ผลิตแต่เพียงพอดี ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และเลือกใช้พลังงานทดแทนในการผลิต

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธจึงเป็นแนวคิดที่ท้าทายหลักความเชื่อของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ว่า “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี” (Bigger Is Better) ซึ่งหมายถึง ถ้ายิ่งผลิตได้มากหรือองค์กรยิ่งมีขนาดใหญ่ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุน เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงมุ่งเน้นการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณมาก โดยใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ขณะเดียวกัน บรรดาห้างร้านหรือองค์กรธุรกิจต่างก็พากันสรรหากลวิธีต่างๆ เพื่อเพิ่มขนาดองค์กร ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้มนุษย์กลายเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรของกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ สูญเสียอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าประหยัดแรงงาน จะส่งผลให้คนจำนวนมากต้องตกงาน และอาจมีการอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาโอกาสการจ้างงาน ส่งผลกระทบต่อความเป็นครอบครัว และอาจทำให้ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นถูกลืมเลือนไป

หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 ภาค ครอบคลุมแนวคิดที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือวัตถุดิบ การเลือกใช้เทคโนโลยี ขนาดและการบริหารจัดการองค์กรที่เหมาะสม เพียงพอที่จะทำให้บุคลากรสามารถทำงานอย่างมีความสุข และองค์กรมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน  รวมทั้งได้มีการเปรียบเทียบระบบเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วกับในหมู่บ้านที่อัตคัด พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมตามเหตุและผล

ระบบเศรษฐกิจโดยทั่วไปยังมุ่งเน้นการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดการบริโภคในระดับสูง อันจะนำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง แต่ในที่สุดแล้วการบริโภคอย่างเกินจำเป็นก็ไม่อาจทำให้มนุษย์มีความสุขได้อย่างแท้จริง หากกลับนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร มลพิษ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่ปัญหาสังคมและอาชญากรรม ชูมาเคอร์จึงให้ความสำคัญกับคนเป็นอันดับแรก เศรษฐกิจจะต้องมีไว้เพื่อรับใช้คน และการทำงานของคนควรเป็นไปเพื่อเลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัว และยกระดับจิตวิญญาณ มิใช่เพียงเพื่อเป็นฟันเฟืองสนองความต้องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ชูมาเคอร์ชี้ให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบใด ต่างก็มีข้อจำกัดด้วยกันทั้งสิ้น มนุษย์จึงต้องร่วมกันเรียนรู้และประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยไม่นำทรัพยากรมาใช้มากจนเกินความจำเป็น การผลิตสินค้าและบริการจะต้องตั้งอยู่บนหลักการสำคัญคือ มีต้นทุนถูกที่สุด กระบวนการผลิตปลอดภัยที่สุด และใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดที่สุด โดยให้ความสำคัญแก่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือพืช เพราะทุกชีวิตต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันภายใต้ระบบนิเวศเดียวกัน และด้วยเหตุที่ชุมชนคือหน่วยการผลิตขั้นปฐมภูมิ ชุมชนจึงควรมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตน โดยใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของชุมชนและเอื้อให้คนจำนวนมากได้มีงานทำ มุ่งเน้นการผลิตเท่าที่จำเป็นสำหรับชุมชนเป็นหลัก

โดยสรุป แนวคิดของชูมาเคอร์มุ่งเน้นให้ชุมชนซึ่งถือเป็นหน่วยพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจสามารถพึ่งพาตนเองได้ เมื่อแต่ละชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ก็จะมีอำนาจต่อรองและสามารถจับจ่ายใช้สินค้าและบริการจากหน่วยอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องและมีความสมดุล

Small Is Beautiful นับเป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธเล่มสำคัญของโลก และได้รับการจัดอันดับจาก The Times Literary Supplement ให้เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่มที่มีอิทธิพลต่อสังคมโลกที่สุดนับแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดจากหนังสือเล่มนี้ยังเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเศรษฐศาสตร์เชิงนิเวศในยุคต่อๆ มา ตลอดจนเป็นแรงบันดาลพระราชหฤทัยให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงนำมาตีความและพัฒนาต่อยอดเป็นแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชดำรัสถึงเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2517 หนึ่งปีหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ออกวางจำหน่าย จนในปัจจุบันนี้ สหประชาชาติได้ให้การยอมรับว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญแนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

สามารถคลิกอ่านหนังสือได้ ที่นี่

รู้นอกเล่ม

หนังสือ “SDG Business: Corporate Action on Sustainable Development”
Small is Beautiful...
หนังสือ จอมปราชญ์ ผู้สร้างปราชญ์
Sufficiency for Sustainability พอเพียงเพื่อยั่งยืน