รู้นอกเล่ม

แนวทางการดำเนินธุรกิจ SMEs สู่ความยั่งยืน

ประเทศไทยมีการดำเนินกิจการในรูปแบบกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMEs กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งประเทศรวมกันถึงร้อยละ 97 ของวิสาหกิจทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเป็นกุญแจดอกสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจเอกชน แต่ขณะเดียวกัน SMEs ก็มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงภายนอก (external threats) ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาด ความวุ่นวายทางการเมือง ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ดังที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่พบว่ามี SMEs ได้รับความเดือดร้อนมากถึง 200,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้กลับมาดำเนินธุรกิจต่อ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ SMEs มีขีดความสามารถและเงินทุนไม่เพียงพอต่อการแข่งขันกับตลาด การขาดแคลนแรงงาน การขาดทักษะความรู้ ตลอดจนขาดประสบการณ์ในการทำธุรกิจ

จากข้อมูลพบว่า มีผู้ประกอบการขนาดเล็กในประเทศไทยอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนธุรกิจ และพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ประกอบธุรกิจไม่ได้จดทะเบียนจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้จะมีข้อดีอยู่บ้างตรงที่สามารถดำเนินธุรกิจให้ยืดหยุ่นได้ง่ายในสถานการณ์วิกฤต แต่ก็มีข้อเสียมากมายเช่นเดียวกัน ทั้งการที่แรงงานไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย หรือการที่ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพราะขาดระบบการบัญชีที่ถูกต้องและขาดหลักประกันที่น่าเชื่อถือ  นอกจากนี้ผู้ประกอบการเอง ก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาฝีมือแรงงาน ความมั่นคงทางแรงงาน และการคุ้มครองแรงงานอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนา SME อย่างยั่งยืน และให้ผู้ประกอบการได้มีการชำระภาษีอย่างถูกต้อง จึงจำเป็นจะต้องมีการจดทะเบียนธุรกิจอย่างเป็นระบบ

อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการนำ SMEs เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องนั้น เกิดจากการขาดความเข้าใจในเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าการดำเนินธุรกิจแบบพอเพียง การมีภูมิคุ้มกัน และการเติบโตอย่างพอประมาณ เป็นหลักแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับจุดประสงค์ในการทำธุรกิจที่ต้องการเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วและประเมินความสำเร็จที่ผลกำไรเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามพบว่า ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีสายตากว้างไกลมักเลือกใช้แนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งช่วยสร้างศักยภาพให้กับกิจการและมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะช่วยปกป้องธุรกิจของตนเองให้เข้มแข็ง มีการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยที่สามารถรอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียมาได้ ล้วนมีการดำเนินธุรกิจตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแทบทั้งสิ้น

แรกเริ่มนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงคิดค้นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้ขึ้นเพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ แต่ในที่สุดแล้วปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจ SMEs ได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างหนึ่งของการนำหลักแห่งความพอเพียงมาใช้ ได้แก่ประสบการณ์ของ “บาธรูมดีไซน์” ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องน้ำ ซึ่งเปิดตัวใน พ.ศ. 2538 และเพียง 2 ปีต่อมา กลับต้องพบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2540 หลังจากผ่านพ้นวิกฤตครั้งนั้นมาได้ บริษัทก็ได้หันมาใช้วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจให้คงอยู่ต่อไปได้ในอนาคต ด้วยการวางแผนการเติบโตอย่างพอประมาณ และเน้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แทนที่จะมุ่งหากำไรระยะสั้น

การมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์คือกุญแจสู่ความสำเร็จของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และการที่หลักของความยั่งยืนจะสามารถสัมฤทธิ์ผลได้นั้น จะต้องเริ่มต้นจากแนวคิดของผู้นำองค์กรเป็นสิ่งแรก ด้วยการนำหลักของธรรมาภิบาลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการมีธรรมาภิบาลไม่ใช่เพียงแต่การทำประโยชน์เพื่อสังคม หรือ CSR เป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ยังเป็นการคำนึงถึงการนำประเด็นทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาร่วมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจได้เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืนอีกด้วย

“ทรัพยากรบุคคล” ก็นับว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่าอย่างหนึ่งขององค์กรด้วยเช่นกัน การลงทุนในทรัพยากรบุคคล ด้วยการให้ความรู้ ให้การฝึกอบรม การสร้างนวัตกรรม ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเสริมความสำเร็จให้กับการดำเนินธุรกิจของ SMEs การนำหลักของความพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล จะช่วยให้เกิดการต่อยอดความรู้ดั้งเดิมรวมทั้งเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่มีอยู่ ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้า Suppliers และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มขององค์กร  หากพนักงานมีความสุขในการทำงานแล้ว ก็จะอุทิศตนให้แก่การพัฒนางานและผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เป็นการลดต้นทุนจากการเข้าออกของแรงงาน ลดปัญหาคุณภาพงานต่ำ และลดเวลาที่ต้องเสียไปในการแก้ไขข้อขัดแย้งในองค์กร รวมทั้งการดูแลให้ความใส่ใจในเรื่องการจัดหาทรัพยากรทั้งในแง่ของบุคคลและวัตถุดิบ เช่น การไม่ใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย หรือการใช้วัตถุดิบที่ไม่ก่อมลพิษ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างเสริมผลลัพธ์ที่ดีให้กับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ดำเนินกิจการที่ดี

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับความสำเร็จของ SMEs คือ การรวมตัวกันของภาคธุรกิจในการสร้างเครือข่าย ด้วยการเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมหรือเครือข่ายภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลความรู้ต่างๆ ทั้งในด้านมาตรฐาน การตลาด วิธีการปฏิบัติที่ดี ฯลฯ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น มีผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมและเครือข่ายถึงร้อยละ 80 ในขณะที่มี SMEs ไทยมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เข้าเป็นสมาชิก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการดำเนินธุรกิจด้วยตนเองโดยไม่เข้าร่วมกับเครือข่ายใด ซึ่งทำให้ SMEs ของไทยขาดการแบ่งปันประสบการณ์และข้อมูลความรู้ระหว่างกันอันจะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการ  SMEs ของไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับ SMEs ในต่างประเทศได้ ก็คือ การทำให้กิจการได้ใบรับรองหรือประกาศนียบัตรตามมาตรฐานสากลซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดความต้องการของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO ฯลฯ ในปัจจุบันมีบริษัทและองค์กรไม่แสวงหากำไร หรือ NGO หลายรายที่พร้อมให้ความช่วยเหลือสนับสนุน SMEs ทั้งการให้คำแนะนำในการตรวจสอบ การจัดทำรายงาน การฝึกอบรม หรือแม้แต่ให้เงินทุนสนับสนุน เพื่อให้ SMEs ได้รับใบรับรองหรือประกาศนียบัตรมาตรฐานได้ง่ายขึ้น

นอกจากข้อแนะนำในการดำเนินธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs แล้ว บทความนี้ยังให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ กิจการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise และข้อมูลที่เป็นเครื่องมือการทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs พร้อมข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจในรูปแบบของอินโฟกราฟิค และตัวอย่างกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการ SMEs หลายรายในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จจากการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและความยั่งยืนมาใช้ในการทำธุรกิจ เช่นตัวอย่างของ กาแฟไทย “อาข่าอ่ามา” ที่ใช้นวัตกรรมมาเปลี่ยนแปลงวิถีของการผลิตและจำหน่ายกาแฟจนสามารถสร้างชื่อเสียงในระดับโลก หรือ “บาธรูมดีไซน์” ที่ก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ด้วยความพอเพียง ฯลฯ

“ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงแค่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนแต่เพียงเท่านั้น หากยังหมายรวมถึงการดำเนินธุรกิจอย่างชาญฉลาด การบริหารปัจจัยความเสี่ยง การมองหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมถึงการจัดสรรวัตถุดิบและดูแลทรัพยากรบุคคลอย่างเที่ยงธรรม ซึ่งการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน และการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย จะช่วยให้  SME มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี สามารถเติบโตได้ในระยะยาว และมีส่วนแบ่งการตลาดที่เหมาะสม  ยิ่งกว่านั้น การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรบุคลากรที่มีความสามารถ การมีธรรมาภิบาล และการทำธุรกิจอย่างมีมาตรฐาน จะยิ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

รู้นอกเล่ม

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
Systems Thinking for Social Change
ยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืน
การจัดการทรัพยากรเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน