รู้นอกเล่ม

การบริหารความเสี่ยงบนหลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในภาคธุรกิจ อันเป็นหนทางที่จะช่วยแปรเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการแข่งขัน ทำให้เกิดตลาดใหม่ๆ ขึ้น สร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กร รวมทั้งทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเชื่อถือและไว้วางใจ

อันที่จริงเรื่องความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (Sustainability Risk) เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ธุรกิจในประเทศไทยมักจะนึกถึงแต่ความเสี่ยงที่รู้จักกันทั่วไป เช่น ความเสี่ยงในด้านการเงิน การปฏิบัติงาน และด้านการตลาด จึงมักละเลยความเสี่ยงในด้านความยั่งยืนไป ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนเป็นมิติของความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามในปัจจุบัน เพราะเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น ปัจจัยด้านสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ธรรมภิบาล  สิทธิมนุษยชน การย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ การปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ

การบริหารความเสี่ยงขององค์กรธุรกิจในทุกวันนี้ต้องเผชิญกับความเป็นจริงของยุคสมัย เช่น การทำงานที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งอาณาเขตประเทศและขอบเขตทางภูมิศาสตร์  การเชื่อมโยงระหว่างกันด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค วิกฤตภูมิอากาศ รวมทั้งแรงกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องของความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือขององค์กร  ความเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลกระทบที่คาดเดาได้ยากและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นการดำเนินธุรกิจในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายซึ่งผู้นำของธุรกิจจะต้องพร้อมปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้ต่อไป

การบริหารความเสี่ยงเป็นเครื่องมือที่ธุรกิจต่างๆ นำมาใช้เพื่อให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายได้ โดยสามารถป้องกันตัวเองจากความเสียหายหรือผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งก็คือพื้นฐานของความยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง  อย่างไรก็ตาม หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของการบริหารความเสี่ยงที่ปฏิบัติกันอยู่ ว่าเพียงพอหรือไม่ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ปัญหาแรงงานการประมง ปัญหามลพิษในเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดเมื่อปี 2552 และกรณีน้ำมันรั่วไหลในจังหวัดระยองเมื่อปี 2556 เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้ภาคธุรกิจได้รับบทเรียนราคาแพงจากการมองข้ามความสำคัญของสังคม สิ่งแวดล้อม และการมีธรรมาภิบาลไป (ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ระยะสั้นๆ 

ในขณะที่ภาคธุรกิจมักจะให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเดิมๆ ที่รู้จักกันทั่วไป คือ ความเสี่ยงด้านการเงิน การดำเนินกลยุทธ์ การปฏิบัติการ และการตลาด ทำให้ความเสี่ยงที่ “จับต้องไม่ได้” ที่มักจะเรียกกันว่า ESG คือด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล มักจะไม่ถูกนำมาพิจารณาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงที่องค์กรจะต้องเผชิญ

จากประสบการณ์ขององค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อความยั่งยืน พบว่าการแสดงความโปร่งใสในเรื่องที่จะเป็นความเสี่ยงต่อองค์กร เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างเสริมความมั่นใจให้แก่ฝ่ายบริหารในการวางแผนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้บริษัทมีความน่าสนใจในการลงทุนระยะยาว

ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนมักจะเป็นความเสี่ยงที่ต้องใช้เวลาสั่งสมกว่าจะเห็นผลของมัน เช่น เรื่องของสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การย้ายถิ่นฐาน รวมทั้งปรากฏการณ์ disruptive technologies หรือนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และส่งผลกระทบอย่างรุนแรง (disrupt) ต่อตลาดของผลิตภัณฑ์เดิม จนอาจทำให้ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิมๆ ล้มหายตายจากไป ซึ่งต่างจากนวัตกรรมทั่วไปที่อาจเป็นเพียงการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพของสินค้า หรือลดต้นทุน ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้องค์กรจะต้องให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการมองการณ์ไกลถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับวิธีคิดแบบหากำไรระยะสั้นอย่างที่ภาคธุรกิจจำนวนมากทำอยู่ในปัจจุบัน แต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ย่อมอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้อย่างแน่นอน 

บริษัททั้งใหญ่และเล็กต่างก็มีสิทธิที่จะปกป้ององค์กรของตนให้พ้นจากความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล หรือ ESG วิธีการที่ดีในการเตรียมตัวให้พร้อมรับความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ก็คือการดำเนินการเชิงรุกด้วยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เข้มแข็ง

วัฒนธรรมองค์กรด้านความเสี่ยง (risk culture) คือ การคิดแบบองค์รวมให้เห็นภาพขององค์กรทั้งระบบ ไม่ใช่การคำนึงถึงแต่เพียงมุมมองสั้นๆ วัฒนธรรมองค์กรเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำองค์กรมีวิสัยทัศน์และลงมือปฏิบัติด้วยตนเองอย่างจริงจัง  

ประเทศไทยโชคดีที่มีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ปรัชญานี้ได้เป็นเครื่องเตือนใจให้ภาคธุรกิจของไทยเห็นอันตรายของการทำธุรกิจแบบฟุ้งเฟ้อฉาบฉวยที่ถูกมองว่าเป็น “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” นับเป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่มีใครอยากให้เกิดซ้ำ อาจกล่าวได้ว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจมากที่สุดในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงนี่เอง

นอกจากจะนำเสนอองค์ประกอบของความเสี่ยงด้านความยั่งยืน และความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืนแล้ว บทความนี้ยังมีกรณีศึกษาจากองค์กรภาคธุรกิจในประเทศไทยที่ใช้การบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืนประกอบกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาช่วยในการแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เช่น บ้านอนุรักษ์กระดาษสา และธนาคารกสิกรไทย พร้อมทั้งให้คำอธิบายและข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของความเกี่ยวข้องของการบริหารความเสี่ยงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้อย่างน่าสนใจ และช่วยยืนยันว่า การบริหารความเสี่ยงบนหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการมองการเติบโตขององค์กรในระยะยาว มากกว่าหวังเพียงผลกำไรระยะสั้น

รู้นอกเล่ม

การร่วมแรงร่วมใจกันเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญ
เรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัว ให้เท่าทันกับเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด
วางแผนเพื่อผลิตสินค้าและบริการสู่ความยั่งยืน
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)