รู้นอกเล่ม

Systems Thinking for Social Change

ในสังคมหรือองค์กรทั่วไป บ่อยครั้งที่ความพยายามและความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งกลับทำให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จนดูเหมือนเป็นความพยายามที่สูญเปล่า นั่นไม่ใช่เพราะปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ แต่เป็นเพราะกระบวนการคิดในการแก้ปัญหายังเป็นแบบเดิมๆ ที่มองปัญหาด้วยเหตุและผลแบบเป็นเส้นตรง (Linear Thinking) จึงทำให้เห็นปัญหาแบบเป็นส่วนๆ เช่น ก ทำให้เกิด ข และ ข ทำให้เกิด ค

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาหรือสถานการณ์หนึ่งๆ นั้นมีปัจจัยและผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ซับซ้อน และหลากหลาย ทั้งยังเกี่ยวโยงส่งผลกระทบถึงกันอย่างต่อเนื่อง

การแก้ปัญหาให้เกิดประสิทธิผลอย่างยั่งยืน ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถที่จะมองเห็นและวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เข้าใจสิ่งต่างๆ และความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันตามความเป็นจริงแบบเป็นองค์รวม ซึ่งก็คือกระบวนการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) เพื่อให้เห็นวัฎจักรของเหตุและผลในรูปแบบของวงจรป้อนกลับ (Feedback Loops) อันหมายถึง สภาพการณ์ที่การกระทำหนึ่งๆ ส่งผลให้เกิดสถานการณ์อย่างหนึ่งขึ้น แล้วสถานการณ์นั้นก็ย้อนกลับไปส่งผลเสริมให้เกิดการกระทำเริ่มต้นมากขึ้นหรือทำให้เกิดความสมดุลในระบบ

ทั้งนี้ จะต้องเข้าใจธรรมชาติของระบบที่ต้องมีการหน่วงเวลา (Delay) กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในระบบ จะต้องรอเวลาระยะหนึ่งจึงจะเห็นผล

David Peter Stroh เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดเชิงระบบ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันและบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Bridgeway Partners และ Innovation Associates รวมทั้งเว็บไซต์ appliedsystemsthinking.com ซึ่งให้บริการที่ปรึกษาด้านความคิดเชิงระบบแก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการช่วยเหลือองค์กรเหล่านั้นในการแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งภายในองค์กรและปัญหาสังคมที่เรื้อรัง และสรุปรวบยอดเป็นกรอบแนวคิดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการคิดและแก้ปัญหาไว้ในหนังสือ Systems Thinking for Social Change ซึ่งได้รับการจัดพิมพ์ใน พ.ศ. 2558

เนื้อหาในหนังสือแบ่งเป็น 3 ภาค รวม 13 บท ภาคแรก (บทที่ 1-4) เป็นการแนะนำผู้อ่านให้รู้จักกับกระบวนการคิดเชิงระบบ เริ่มจากการชี้ให้เห็นสาเหตุที่ทำให้การแก้ปัญหาเรื้อรังต่างๆ ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ รวมทั้งแจกแจงความแตกต่างระหว่างกระบวนการคิดแบบดั้งเดิม (Conventional Thinking) กับกระบวนการคิดเชิงระบบ ทำให้ผู้อ่านได้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการคิดเชิงระบบ ตลอดจนความซับซ้อนเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยต่างๆ ซึ่งแฝงอยู่ในปัญหาหรือสถานการณ์และมีผลต่อกระบวนการแก้ปัญหา ภาคที่สอง (บทที่ 5-10) อธิบายกระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บรรลุผลตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และในภาคที่สาม (บทที่ 11-13) เป็นการนำเสนอแนวทางในการนำกระบวนการคิดเชิงระบบไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์สำหรับอนาคตและการพัฒนาขีดความสามารถในการคิดเชิงระบบ

หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ในภาคสอง คือบทที่ 5-10 ซึ่ง Stroh ได้อธิบายกรอบแนวคิดในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอันประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้น ได้แก่ การเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง การวิเคราะห์และมองปัญหาให้ทะลุ การกำหนดเป้าหมายและแนวทางให้ชัดเจน และการลงมือปฏิบัติตามแนวทางที่เลือกไว้อย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยมีกรณีตัวอย่างกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะปัญหาคนไร้บ้าน ประกอบคำอธิบาย

ในขั้นแรก คือการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง (Building a foundation for change) นั้น จะต้องวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างครอบคลุมและพยายามนำกลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยสร้างความเข้าใจพื้นฐานร่วมกัน (Common Ground) ในเรื่องของเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้เกิดขึ้น และพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงระบบของบุคคลเหล่านั้นบนพื้นฐานของความร่วมมือกัน

ขั้นต่อมา คือการทำความเข้าใจสภาพความเป็นจริง (Facing current reality) ให้ถ่องแท้ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างแผนที่ระบบ (Systems Map) เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงสร้าง รูปแบบ และพฤติกรรมของเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นองค์รวมของปัญหา ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจสาเหตุของความล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่ผ่านๆ มา นำไปสู่การพูดคุยอภิปรายเพื่อร่วมกันสร้างทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหา

ในการสร้างทางเลือกใหม่โดยมีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจน (Making an explicit choice) ต้องทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นและเข้าใจประโยชน์หรือข้อดีของการทำตามระบบเดิมที่มีอยู่ ข้อเสียหรือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงระบบ  ประโยชน์หรือข้อดีของการเปลี่ยนแปลงระบบ และข้อเสียหรือความเสี่ยงจากการไม่ยอมเปลี่ยนแปลงระบบ แล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกัน เพื่อชั่งน้ำหนักและตัดสินใจว่าควรสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในทิศทางใด

ขั้นตอนสุดท้าย คืออุดช่องโหว่ (Bridging the gap) โดยการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ในระบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งเริ่มจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือวิธีคิดของคน การให้ความรู้ และติดตามผล โดยใช้มาตรการต่างๆ

ตัวอย่างของการแก้ปัญหาโดยกระบวนการคิดเชิงระบบที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบหรือวิธีการเดิมๆ ที่เคยมีมา ซึ่ง Stroh นำมาแสดงในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเปลี่ยนความคิดโดยมองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นองค์รวมเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของสถานการณ์นั้นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายได้จริง ประเด็นสำคัญประการหนึ่งของการมองเห็นภาพใหญ่ที่ Stroh ต้องการชี้ให้เห็นคือตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉะนั้น เราทุกคนต่างก็มีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบและร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หนังสือเล่มนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ตระหนักและต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง องค์กร ชุมชน และสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

รู้นอกเล่ม

Systems Thinking for Social Change
ยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืน
การจัดการทรัพยากรเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน
การบริหารความเสี่ยงบนหลักการของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง