รู้นอกเล่ม

เรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัว ให้เท่าทันกับเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการจะทำให้ประเทศไทยก้าวไกลเท่าทันสังคมโลกได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่ติดกับดักของ “การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” จำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการปรับตัวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ใช่เฉพาะเพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรืออาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่ทุกคนทุกภาคส่วนในประเทศจะต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้อย่างเท่าเทียม แต่การจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้เราต้องเริ่มต้นอย่างไร

ปัจจุบันเป็นยุคที่เทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นและพัฒนาไปรวดเร็วแบบก้าวกระโดดต่างจากในอดีต ความเชื่องช้าในการเปิดรับ เข้าถึง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี จะส่งผลกระทบอันร้ายแรงต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และประเทศชาติโดยรวม ภาคธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของลูกค้าได้ ก็อาจจะต้องปิดตัวลงและสูญหายไปจากแวดวงธุรกิจดในไม่ช้า

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้เบ็ดเสร็จในชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นสิ่งที่จะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลาและมีความเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในสังคม สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำของทั้งภาครัฐบาล ภาคธุรกิจ รวมทั้งจากภาคประชาชนเอง

บรรดารัฐบาลและเอกชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้มีการสร้างสรรค์โครงการและสตาร์ตอัพมากมายเพื่อรองรับระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบต่างๆ มานานแล้ว ไม่ใช่เพียงพัฒนาให้ก้าวหน้าไปเท่านั้น หากแต่ยังมุ่งให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม พลังงาน และสังคมอีกด้วย

ประเทศไทยเรายังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการอีกมากมายในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีและการสร้างสรรค์นวัตกรรม เนื่องจากยังมีปัญหาอุปสรรคมากมายหลายด้านที่ต้องแก้ไข ได้แก่ การขาดหรืออ่อนด้อยในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา โดยจะเห็นว่าการวิจัยและพัฒนายังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหรือการให้ความสำคัญจากภาคเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ ทำให้ประเทศไทยรั้งอันดับที่ค่อนข้างต่ำจากการจัดอันดับโดยหลายองค์กรระดับนานาชาติ ที่ประมวลผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น ปัจจัยด้านการเมือง กฎระเบียบที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภคและดิจิทัล บรรยากาศของการพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม ตลอดจนเรื่องของผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ เป็นต้น

ปัญหาสำคัญอีกประการของไทยคือ ด้านการศึกษา ที่ผลการจัดอันดับจากองค์กรระหว่างประเทศ พบว่าเด็กไทยยังรั้งอันดับท้ายๆ ในเรื่องของการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในขณะที่การเดินหน้าไปสู่สังคมยุคเทคโนโลยีนั้น ต้องการบุคลากรด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และบุคลากรด้านดิจิทัลอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างเร่งด่วน เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมารองรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในบรรยากาศการทำงานร่วมกับคนหลากหลายเชื้อชาติ

นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มที่จะตระหนักถึงความสำคัญและจำเป็นในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกในยุคดิจิทัล ซึ่งมีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปแบบของธุรกิจและสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block chain) บิกดาต้า (Big Data) คลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) รวมไปถึง Internet of Things หรือ IoT

ผู้บริหารที่ชาญฉลาดรู้ดีว่า หากไม่มีการปรับตัวองค์กรก็อาจจะต้องเสี่ยงต่อการเจ็บตัวทางธุรกิจ เทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาวัสดุ พลังงาน แหล่งน้ำ และทรัพยากรอื่นๆ รวมทั้งจะมีส่วนช่วยให้เกิดความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในหน่วยงาน ทำให้องค์กรขนาดใหญ่อย่าง ปตท. เริ่มเปิดรับสตาร์ตอัพมาสร้างเสริมความก้าวหน้าของนวัตกรรม ธนาคารชั้นนำหลายแห่งของไทยหันมาร่วมมือกับสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีการเงินหรือ fintech เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีบล็อกเชน  ภาคท้องถิ่นเองก็เริ่มมีการตื่นตัวที่จะก้าวไปสู่สังคมดิจิทัล เช่น จังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ตมีนโยบายจะพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ smart city ในอนาคตอันใกล้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในแง่ของการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเพื่อรองรับนวัตกรรมในยุค Thailand 4.0 คือการจัดตั้ง “สถาบันวิทยสิริเมธีในรูปแบบ graduate research intensive university โดยมูลนิธิพลังสร้างสรรค์นวัตกรรม (Power of Innovation Foundation) ตามโครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาและโรงเรียนวิทยาศาสตร์ กลุ่ม ปตท. พื้นที่ภาคตะวันออก ที่มุ่งเน้นจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี โดยมีศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นแนวหน้า (Frontier Research Center) เป็นศูนย์รวมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาวิจัย การสร้างนวัตกรรม สร้างความร่วมมือทางด้านวิจัยกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อรองรับงานวิจัยที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนา (ข้อมูลจากรายการเดินหน้าประเทศไทย ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 61)

อย่างไรก็ตาม มีข้อที่น่ากังวลคือ SME อีกจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี หรือไม่ให้ความสนใจเพราะมองว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงในการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ อาจจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าเข้าสู่เทคโนโลยีดิจิทัลในวันนี้ แม้จะต้องทุ่มเทการลงทุนสูง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้ธุรกิจต้องล้าหลังและเผชิญความสูญเสียที่มากกว่า ในระยะยาว

บทความเรื่องเทคโนโลยี มีคำแนะนำกลยุทธ์ที่ภาคเอกชนสามารถนำไปลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจอย่างเป็นขั้นตอน ได้แก่ พิจารณาว่าเทคโนโลยีใดที่จำเป็นสำหรับธุรกิจของคุณ และประเมินมูลค่าการลงทุนสำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ยอมลงทุนในการพัฒนาบุคลากร รวมทั้งจะต้องเพิ่มงบประมาณไปในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น และร่วมมือประสานพลังกับสถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐ หรือองค์กรธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อการถ่ายทอดและต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้น

ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศไทย จำเป็นจะต้องเพิ่มความพยายามในการจัดการเทคโนโลยีและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนทางสังคม โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้อาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงการสร้างสรรค์เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ หากแต่ขอให้ประเทศไทยใช้ความพยายามในการแบ่งปันข้อมูลความรู้ให้ทั่วถึงและลงมือปฏิบัติ โดยยกเลิกหรือปรับแก้กฎระเบียบที่ล้าหลัง และอุปสรรคด้านการปฏิบัติงานของข้าราชการ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้อย่างยั่งยืนก็เพียงพอแล้ว

รู้นอกเล่ม

“เด็กเรียนรู้ เด็กรู้ทัน เด็กสร้างสรรค์”
ปลูกฝังด้วยแนวคิด “คิด พูด ทำ อย่างพอเพียง”
“หลักนิติธรรม” เป็นเครื่องมือในการครองแผ่นดินเพื่อนำไปสู่ประโยชน์สุข
“ปรัชญาพอเพียง” สู่ “หลักนิติธรรม” สร้างรากฐาน เสริมภูมิคุ้มกันเยาวชน สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน