รู้นอกเล่ม

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

ประเทศไทยมักจะได้รับการขนานนามจากนานาประเทศว่าเป็น “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) เนื่องด้วยเพราะมีทรัพยากรอาหารที่สามารถผลิตเองได้ภายในประเทศเป็นจำนวนมากมายมหาศาล  ซื้อหาได้ง่ายได้ตั้งแต่บริเวณข้างทาง ริมถนน ตลาดสด เรื่อยไปจนถึงซุปเปอร์มาเก็ตติดแอร์ที่มีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ เมื่อปี 2558 สัดส่วนของ GDP จากภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 23 ในขณะที่ปี 2559 รายได้จากการส่งออกอาหารของไทย มีจำนวนถึง 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เรากลับเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” ด้านอาหารไม่มากเท่าที่ควร และจำเป็นต้องมีการ “ปรับความเข้าใจ” ในเรื่องนี้กันพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาดปลอดภัย สารพิษตกค้าง คุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพของอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม ไปจนถึงปัญหาขยะจากอาหาร

ภาคเอกชนนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ห่วงโซ่อาหารของโลกเกิดสมดุลอย่างยั่งยืน โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของอาหาร การตรวจสอบย้อนหลังไปยังแหล่งผลิต การใช้แรงงาน และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งธุรกิจเอกชนด้านอาหารกำลังพยายามสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตยกระดับมาตรฐานและการดำเนินงานให้เป็นไปตามที่ทั่วโลกยอมรับได้ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดกรณีที่มีองค์กรตรวจสอบอิสระได้ทดสอบอาหารพืชผักจากประเทศไทยและพบว่ามีสารเคมีตกค้างมากเกินมาตรฐานจนต้องถูกห้ามจำหน่ายในสภาพยุโรป

ในภูมิภาคเอเชีย องค์กรที่มีชื่อว่า Food Industry Asia ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์ กำลังพยายามสร้างมาตรฐานด้านอาหารให้เท่าเทียมกันทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยเองกลับให้ความสำคัญกับรสชาติของอาหารมากกว่าความปลอดภัย และคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจว่าอาหารที่บริโภคนั้นมีที่มาอย่างไร ประกอบกับการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่สังคมเมืองและการทำงานที่รีบเร่งของคนในเมืองใหญ่ ทำให้เกิดวิถีการบริโภคแบบด่วนที่สามารถซื้อหาได้ง่ายและรวดเร็วจากร้านสะดวกซื้อที่เพิ่มจำนวนขึ้นในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา อันมีส่วนสำคัญที่ทำให้การบริโภคของคนไทย มักจะละเลยในเรื่องของความสะอาด สารพิษตกค้าง และแหล่งที่มาของอาหาร

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มคำนึงถึงการดูแลสุขภาพและหันมาแสวงหาอาหารที่สะอาด ถูกสุขอนามัยและดีต่อสุขภาพกันมากขึ้น เช่น ผู้มีรายได้สูงและผู้สูงอายุ ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจึงจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น โดยจะต้องเน้นไปที่ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน อันหมายถึงการตรวจสอบย้อนกลับในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นทางการผลิต การจัดส่ง ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ซึ่งภาคธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศไทย ต่างให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยการวางระบบการตรวจสอบ ให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่บริโภค ได้อย่างครอบคลุมโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น QR code เพื่อให้ทุกฝ่าย ทั้งพนักงานและลูกค้าสามารถมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารได้อย่างเต็มที่

นอกจากเรื่องของความสะอาดปลอดภัย และสารพิษตกค้างในอาหารแล้ว คุณค่าทางโภชนาการ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นที่ผู้บริโภคจะต้องรับรู้และคำนึงถึง เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเอง ดังนั้นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจะต้องมีการติดฉลากบนบรรจุภัณฑ์ที่มีรายละเอียดทางโภชนาการอย่างครบถ้วนให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่าอาหารและเครื่องดื่มที่บริโภคนั้น มีอาหารที่มีประโยชน์หรือมีโทษอย่างไรต่อสุขภาพบ้าง และสามารถหลีกเลี่ยงการบริโภคที่จะนำไปสู่การเกิดโรคร้ายต่างๆ ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมากับการบริโภค คือ “ขยะ” จากการสำรวจขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่าในแต่ละปีมีขยะจากอาหารมากถึง 1 ใน 3 ของอาหารที่บริโภคทั่วโลก ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไปกับการผลิต ขนส่ง และค่ากำจัดขยะ ทั้งนี้ยังไม่นับความสูญเสียด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

การจะสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นับตั้งแต่กระบวนการผลิต จัดส่ง ไปจนถึงการจำหน่าย หรือที่เรียกว่าห่วงโซ่อุปทานที่ต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ จะทำได้หรือไม่ การจัดการปัญหาขยะอาหาร และการคสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจะทำได้อย่างไร สามารถอ่านรายละเอียดได้ในบทความเรื่อง Food and Beverage รวมทั้งการนำเสนอตัวอย่างดีๆ ของภาคเอกชนที่มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยระบบการจัดหาและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่ปราศจากสารพิษ มีกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ตัวอย่างของการใช้วัสดุที่เหมาะสมในการบรรจุอาหาร ตลอดจนสถิติตัวเลขที่น่าสนใจและอาจจะน่าตกใจเกี่ยวกับเรื่องของอาหารที่คนเราบริโภคในทุกวันนี้

รู้นอกเล่ม

“เด็กเรียนรู้ เด็กรู้ทัน เด็กสร้างสรรค์”
ปลูกฝังด้วยแนวคิด “คิด พูด ทำ อย่างพอเพียง”
“หลักนิติธรรม” เป็นเครื่องมือในการครองแผ่นดินเพื่อนำไปสู่ประโยชน์สุข
“ปรัชญาพอเพียง” สู่ “หลักนิติธรรม” สร้างรากฐาน เสริมภูมิคุ้มกันเยาวชน สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน